One Day Trip ที่ Tràng An เวียดนาม พลาดไปเสียใจแย่

September 5, 2018

จากทริปเวียดนาม ที่ไปเป็นเดือน แต่ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย 555 แค่ไปใช้ชีวิตแบบคนเวียดนาม ตื่น ทำงาน เดินเล่นไปเรื่อยๆ กินปอเปี๊ยะ จิบชา ไปคาเฟ่ กิน Bun Cha ไปเดินเล่นริมทะเลสาบ แล้วก็นอน เพื่อนที่โฮสเทลชวนไปเมืองนั้นเมืองนี้ เราก็ไม่ไป ทำกิจวัตรวนแบบนี้ทุกวัน

 

จนวันนึงเพื่อนสนิทที่ไทยบอกว่า เม...มีที่นึงมึงต้องไป แล้วมึงจะชอบ เป็นที่ล่องเรือแบบสวยมาก ตอนแรกเมฟังแล้วก็อิดออด เพราะเมไม่ชอบนั่งรถไกลๆ และช่วงนั้นฝนตกทุกวันเลย แต่สุดท้ายเมก็จองทัวร์เพราะเชื่อเพื่อน และไหนๆ ก็มาถึงเวียดนามแล้ว จะอยู่แต่ฮานอยไปวันๆ ก็ยังไงอยู่เนอะ เอ้า เอาซักทริปก็ยังดี

 

ทริป Tràng An ที่จะมาเล่าให้ฟังทั้งหมดนี้ มีค่าใช้จ่ายประมาณล้านกว่าดอง เป็นเงินไทย 1,000 กว่าบาทค่ะ โดยเมจองกับทางโฮสเทลที่เมพักนะ ถ้าไปซื้อกับร้านขายทัวร์จะถูกกว่านี้ แต่วันที่ซื้อทัวร์ เมเท้าเจ็บ เดินไปไหนไม่ค่อยไหว ก็เลยยอมจ่ายแพงเอาความสะดวก ซึ่งในทริปจะพาเราไปเที่ยว 2 ที่ รวมค่ารถ ค่าล่องเรือ พร้อมอาหารกลางวันค่ะ คืนก่อนเดินทางก็รีบนอนแต่หัวค่ำ เพราะรถจะมารับตั้งแต่ 8 โมงเช้าที่โฮสเทลเลย

ใช้เวลาเดินทางจากฮานอยไปถึงจุดหมายแรก Bai Dinh Pagoda ประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางจะมีไกด์มาบอกเล่าเรื่องราวของเมืองฮานอย จังหวัด Ninh Binh และประวัติของ Bai Dinh Pagoda มีพักจอดรถให้ดื่มกาแฟ ซื้อขนมนิดหน่อย เพื่อนร่วมทัวร์มีทั้งชาวเวียดนามเอง คู่รักวัยรุ่นจากเนเธอร์แลนด์ สองสาวเกาหลี และคู่สามีภรรยาสูงอายุจากออสเตรเลีย

 

เมื่อไปถึงเราต้องลงจากรถทัวร์และซื้อตั๋วรถกอล์ฟ(ไม่รวมอยู่ในทัวร์) ราคาประมาณ 40 บาท ถ้าจำไม่ผิด และรถกอล์ฟจะพาเราขับวนขึ้นไปยังหน้าวัด ซึ่งเป็นทางขึ้นไปยังเจดีย์ที่เราจะเดินไปชมกัน ตอนแรกเมอยากรอในรถมากเลย พอรู้ว่าต้องเดินขึ้นบันได ก็ขี้เกียจแล้ว เท้าก็ยังเจ็บด้วย แต่ก็ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ก็เลยลากร่างไปจนได้

 

ไปดูภาพมุมสูงสุดอลังการของวัด Bai Dinh ได้ที่ http://chuabaidinhninhbinh.vn/index_baidinh.html

คนที่มาเที่ยวเป็นคนเอเชียซะส่วนมาก อาจะเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาด้วย เพราะไกด์บอกว่าที่นี่คือวัดพุทธมหายานที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม คนมากราบไหว้กันเยอะ แต่ที่เมงงมากคือ วัดน่ะใหญ่จริง แต่เดินขึ้นบันไดไปจนสุด ก็ยังไม่เจอพระจริงๆ เลยสักรูปเดียว

ตามขั้นบันไปที่เดินไป จะมีองค์พระลักษณะท่าทางต่างๆ ที่เห็นสีดำตรงหัวเข่านั้น ก็เกิดจากผู้ที่มาสักการะ จะเดินสวดมนต์ขึ้นไปทีละขั้นพร้อมกับเอามือลูบเท้าและเข่าองค์พระไปด้วย องค์ไหนมีน้ำเต้า คนก็จะลูบน้ำเต้าด้วย ทำให้พระตามขั้นบันไดล้วนมีส่วนที่ขึ้นเงาเป็นสีดำด้วยกันทุกองค์ พระเป็นร้อยองค์ ท่าทางต่างกัน แต่สีหน้าลัลลาทุกองค์เลย บางองค์ก็เหมือนกำลังเต้น เป็นอะไรที่แปลกตาดี 

ภายในวัดจะมีองพระสัมฤทธิ์ มีเทพเจ้าคล้ายเทพของจีนองค์ใหญ่ แต่ที่งดงามที่สุดก็คือองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมพันมือ เสียดายที่ไกด์เร่งเวลามาก เมไม่มีโอกาสได้จุดธูปไหว้เลยสักองค์เดียว

เดินกันขึ้นไปก็มาถึงเจดีย์จนได้ พร้อมกับคำถามที่ค้างคาใจจนทุกวันนี้ เพราะเมื่อเหยียบเท้าถึงบันไดขั้นบนสุด พร้อมกับขาที่สั่นเทา และหายใจหอบเพราะอากาศชื้น ไกด์บอกว่า เจดีย์นี้ไม่เปิดให้เข้านะ ถ่ายรูปเยี่ยมชมได้แค่ข้างนอก เอ้า!!! แล้วที่ลากสังขารเดินขึ้นมาหลายร้อยพันขั้นนี่ ทำเพื่ออะไร!?! 

น้ำตาแทบไหล แต่เหงื่อไหลกว่า

เรานั่งรถกอล์ฟขึ้นมา ขึ้นบันไดมากอีกหลายร้อยพันขั้น พบกับเจดีย์ที่ได้แต่ยืนมองข้างนอก ถามตัวเองว่าขาลงจะต้องเดินลงยังไง แล้วก็พบว่าเค้ามีทางให้เดิน เป็นทางเหมือนเป็นทางที่ตัดผ่านป่าลงไป เดินแป๊บๆ ไปโผล่ที่ใกล้ๆ ลานจอดรถทัวร์ที่เรานั่งมา อ้าว! แล้วเมื่อกี้เสียเงินค่ารถกอล์ฟทำไมวะ 555 เดินขึ้นมาทางข้างหลังเจดีย์ก็ได้เหมือนกันนะ 555

จบจากวัด Bai Dinh ทัวร์ก็พาไปกินข้าว เป็นร้านอาหารที่มีรถทัวร์มาจอดเพียบ ดีที่รถคันของเมมาถึงก่อน เลยได้ตักอาหารแบบบุฟเฟต์ที่ยังไม่เละเทะ ตอนแรกกลัวว่าจะกินอะไรได้บ้างมั้ย แต่เจอข้าวผัด หมูผัดหอมใหญ่ ปอเปี๊ยะทอด แล้วก็ซุปมันฝรั่ง แค่นี้ก็ฟิน ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย เพราะรีบกินมากด้วยความหิวเพราะตอนเช้าไม่ได้กินอะไรเลย แถมต้องไปเดินขึ้นเขาหฤโหดชมเจดีย์ 555 ท้องร้องโครก 

 

จากนั้นช่วงเวลาประมาณบ่ายสอง เราก็เดินทางมาถึง Tràng An ที่เป็นจุดหมายของเราในวันนี้ค่ะ ต้องบอกก่อนว่าที่จังหวัด Ninh Binh เนี่ย มีที่เที่ยวแบบล่องเรือซึ่งมีชื่อเสียงทั้งหมด 2 ที่ คือ Tam Coc และ Tràng An จริงๆ เพื่อนบอกให้ไป Tam Coc แต่เพื่อนคนเวียดนามที่โฮสเทลบอกว่าให้ไป Tràng An ดีกว่า สวยกว่า ถ้าใครเคยได้ยินชื่อเสียงของฮาลองเบย์ ที่ล่องเรือไปในทะเล ที่ Tràng An นี่ก็ได้ชื่อว่าเป็นฮาลองบก เพราะมีบรรยากาศคล้ายกัน ล่องเรือไปผ่านภูเขาหินปูนบนน้ำนิ่งๆ เพียงแต่ล่องเรือลำเล็กกว่ามาก และเป็นน้ำจืดไม่ใช่น้ำเค็ม

 

Tràng An หรือจ่างอัน (เพื่อนเวียดนามออกเสียงว่าจ๋างอาน) เป็นสถานที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยนะ การเที่ยวชมที่นี่ คือการนั่งเรือพาเที่ยว ที่จะพาเราล่องไปตามลำน้ำ ชมทัศนียภาพ และจุดพีคคือการพายเรือลอดถ้ำ แบบที่บางแห่ง เราต้องก้มหน้าราบหรือนอนหงายไปกับเรือเลยทีเดียว

ค่าทัวร์ของเมรวมตั๋วเรือไว้แล้ว โดยเมได้นั่งไปกับครอบครัวชาวเวียดนาม อีก 4 คน มีคนนึงพูดภาษาอังกฤษดีมาก ก็คอยคุยกับเมตลอด ถามเรื่องเมืองไทย ช่วยบอกเมให้ระวังตอนลอดถ้ำด้วย เพราะเมมัวแต่ถ่ายรูปจนหัวจะกระแทกเพดานถ้ำ 555

เรือ 1 ลำจะมีฝีพาย 1 คน เชื่อมั้ยว่ามีเรือเป็นหลายร้อยลำจอดรอคิวให้บริการ เมไม่รู้ว่าเค้าจัดสรรกันยังไง แต่ถามครอบครัวคนเวียดนามในเรือเดียวกัน เค้าเล่าว่าบางลำก็ต้องมารอคิวทั้งวัน โดยไม่ได้พายก็มี ขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว

ถ้านึกสนุกก็สามารถหยิบไม้พายในเรือ ที่มีประมาณ 2-3 อัน มาช่วยกันพายก็ได้ค่ะ เมลองแล้วไม่รอด พายไม่ตรงจังหวะกับใครเค้าเลย ส่วนเพื่อนร่วมทัวร์ชาวเนเธอร์แลนด์ที่อยู่อีกลำ ก็พายเหมือนแข่งเรือยาว พายจนไม้พายหัก ตลกมาก

ฝนลงพรำๆ เป็นระยะ บางคนมีร่ม บางคนมีเสื้อกันฝน

เมมีแค่หมวกปีกกว้าง ดีที่โทรศัพท์มือถือและกล้องกันน้ำ

นี่แหละลำนี้ พายกันจริงจังจนไม้พายหัก

หัวเราะกันลั่นหุบเขา ไม่รู้จะรีบไปไหนกัน

ศาลากลางน้ำเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของ Tràng An ค่ะ มีคนที่เคยรู้จัก เค้าบอกกับเมตอนเห็นรูปนี้ว่า เค้าเคยว่ายน้ำข้ามจากฝั่งที่เป็นวัดไปที่ศาลานี้ด้วย ตอนที่ไปเมก็คิดเรื่องว่ายน้ำเหมือนกัน แอบถามคนพายเรือหลายที ว่าเมจะกระโดดลงน้ำได้บ้างมั้ย น้ำใสน่าว่ายเหลือเกิน

บางระยะน้ำเป็นสีเขียวเข้ม ด้วยพืชใต้น้ำ

บางแห่งเป็นสีฟ้าใสแจ๋ว 

วิวที่ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ในภาพยนตร์

เพราะมันสวยมากจนไม่น่าเชื่อ

รอบตัวเงียบสงบ จะมีก็แค่เสียงของธรรมชาติ

และเสียงฝีพายเป็นจังหวะ

ช่วงลอดถ้ำ ลอดไปกี่ถ้ำบ้างเมเองก็ไม่ได้นับ บางถ้ำกว้าง บางถ้ำแคบ บางถ้ำเพดานต่ำมาก ด้วยไฟที่เค้าติดตั้งไว้ข้างใน ทำให้ได้เห็นหินงอกหินย้อยที่มีน้ำหยด ส่องเป็นประกายสวยงามมาก เมถ่ายรูปไม่ทันเลย มัวแต่เอี้ยวตัวหลบอยู่

เข้ากันถ้ำแล้วถ้ำเล่า 

คุณป้านักพายของเม ดูจากสีหน้าก็รู้เลยว่าเหนื่อยมาก ตอนถึงฝั่งจบทริปก็ทิปส์คนพายกันได้ตามความพอใจนะ เมให้ไปเยอะอยู่ เพราะรู้เลยว่าเค้าต้องเหนื่อยมากๆ เนื่องจากเราพยายามช่วยพาย แต่พายไม่ได้เลย 555 ไหนจะต้องมารอคิวกว่าจะได้ถึงคิวของตัวเอง

ในช่วงท้ายเค้าจะจอดเรือแวะให้เราไปเยี่ยมชมวัด

ซื้อน้ำดื่มคลายร้อนกันหน่อย

ศิลปะของเวียดนามได้อิทธิพลจากจีนอย่างเห็นได้ชัด

ระหว่างจอดรอ ก็มีนวดแขนคลายเมื่อยคลายปวดกันหน่อย

จุดสุดท้าย เราจะเดินมาถึงสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ Hollywood เรื่อง Kong ชื่อไทยคือเกาะกะโหลกอะไรสักอย่าง ที่มีพี่ทอม ฮิดเดิลตันแฟนเราเป็นนักแสดงนำ 555 ซึ่งจะยังมีโครงสร้างในฉากเหลืออยู่ เช่น เครื่องบิน-เรือ หรือชนเผ่าผู้ไม่พูดแห่งเกาะกะโหลก ให้เราไปถ่ายรูปคู่กับพวกเค้าได้ แปลกใจเหมือนกัน ที่นักแสดงพวกนี้ต้องทาสีตัว แต่งองค์ทรงเครื่อง และอยู่ในฉากทั้งวัน ทั้งแดด ทั้งฝน ไม่รู้ได้ค่าตัวกันเท่าไหร่

ฉากครบ ขาดแค่คิงคองยักษ์ กับพี่ทอม ฮิดเดิลตัน

ถ้าร้อน แวะซื้อเครื่องดื่มหรือไอติมจากบ้านชนเผ่าก็ได้นะ 

ขากลับใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ไปถึงฮานอย ดังนั้นใครที่มาเที่ยวฮานอย อาจจะเก็บ Tràng An ไว้เป็นอีก 1 แพลนในใจก็ได้ ถ่ายรูปก็สวย เดินทางก็ง่าย จะไปแบบ One Day Trip หรือไปค้างแล้วเช่าจักรยานปั่นเที่ยวก็ได้นะ

 

รูปในบล็อกนี้ถ่ายจากโทรศัพท์ iphone 7+ และรูปบางส่วนเป็นการแคปมาจากไฟล์วิดีโอที่ถ่ายด้วยกล้อง Sony A6500 ก็อาจจะไม่ได้คมชัดมากนะคะ ใช้เวลานานเดือนกว่า กว่าที่จะเขียนบล็อกนี้ออกมาได้ เพราะตั้งท่าจะเขียนทีไรก็เศร้า เพราะเมคิดถึงเวียดนามมากจริงๆ ไปเที่ยวไหนแล้วก็ทิ้งใจเรี่ยรายทั่วทุกที่ 5555

 

สำหรับทริปนี้ จะลืมขอบคุณไปไม่ได้เลยคือทิชชู่เย็นตรางู ไม่ได้ค่าสปอนเซอร์ใดๆ นะ แต่แนะนำว่าทริปเดินทางเขตร้อนชื้น เราควรมีติดกระเป๋าไว้ เมเดินขึ้นบันไดเป็นพันขั้น เหงื่อแตก อบอ้าว พายเรือจนจั๊กกะแร้เปียก พอขึ้นรถทัวร์ก็เอาน้ำแร่ฉีดหน้า เอาทิชชู่เปียกตรางูมาเช็ดเหงื่อที่ตัว ทั้งรู้สึกสะอาด สดชื่น พอตัวโดนแอร์ในรถก็เย็นดี หายร้อนเป็นปลิดทิ้ง เมเอาแจกเพื่อนร่วมทัวร์ หลายคนกรี๊ดกร๊าดชอบใจ โดยเฉพาะสาวๆ เกาหลี ส่วนแก๊งเนเธอร์แลนด์ห้ามไม่ทัน เอาเช็ดหน้าจนเย็นเข้าตาไปก่อนเลย 555 สรุปว่าออกทริปต้องมี!!! ราคาประมาณ 50 บาท มี 10 แผ่น

การเดินทางแบบ One Day Trip ครั้งนี้ ทำให้เมได้คิดอะไรหลายๆ อย่าง ชั่วขณะที่เงยหน้าขึ้นมองหน้าผาหินปูนสูงชัน ที่เรือค่อยๆ แล่นผ่าน แล้วนึกสงสัยว่ามันอยู่ตรงนี้ผ่านเวลามากี่ร้อยล้านปี กว่าจะสึกกร่อนมาเป็นแบบนี้ และจะอยู่ต่อไปอีกไม่รู้นานแค่ไหน แต่ตัวเราเองเป็นชีวิตเล็กกะจ้อยร่อยที่ได้ผ่านมาเห็น ได้เก็บไว้เป็นความทรงจำในชีวิตที่มีอายุขัยไม่กี่ปีของเราเท่านั้นเอง

 

มีคนเคยบอกว่าสถานที่ท่องเที่ยวบางที่นั้น ไปเพื่อให้ได้รู้ แล้วก็ไม่ต้องไปอีก เอาเงินเอาเวลาไปเจอที่ใหม่ๆ บ้างดีกว่า ซึ่งก็ถูก แต่ถ้าให้เมกับไป Tràng An อีก เมก็ไปนะ และทริปที่เกิดขึ้นครั้งนี้เมก็ดีใจมากที่เมไม่ได้พลาดมันไป ไม่งั้นคงเสียใจแย่ :)

 

Please reload

Please reload

Please reload

ALL CONTENT IS © MAESABAI  

ALL RIGHTS RESERVED.

RSS Feed
  • Twitter - Black Circle
  • YouTube - Black Circle
  • b-facebook
  • Instagram Black Round