แบกเป้ใบใหญ่ไปเข้าใกล้หัวใจที่วังเวียง

March 1, 2016

เรื่องที่มาอัพให้อ่านวันนี้ ถูกเขียนขั้นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2557 บน Pantip.com ก็เรียกว่านานประมาณปีกว่าแล้ว แต่เมอยากเอามารวบรวมเอาไว้ที่ในเว็บไซต์นี้ด้วย ลองมาอ่านกันดูค่ะ

 

เมื่อปีที่แล้ว(2556) ได้มีโอกาสรู้จักกับพี่ชายคนหนึ่งที่ไปสร้างรีสอร์ทกลางทุ่งนาอยู่ที่วังเวียง ได้เห็นรูปสวยๆ ที่พี่เขาส่งมาให้ดู จึงตั้งใจเอาไว้ว่าจะต้องไปยืนอยู่ท่ามกลางวิวในรูปให้ได้ จนปลายปีที่แล้วได้ไปเที่ยวเวียงจันทน์ แวะไปเซอร์ไพรส์ใครคนนึงคนนั้น จากนั้นตั้งใจจะไปวังเวียงต่อ แต่เพราะไปเดินถ่ายรูปทั่วเมืองจนไข้ขึ้น เลยโดนใครคนนั้นสั่งห้ามไม่ให้ไป มาปีนี้...ไม่มีใครคนนั้นคอยห้ามอีกแล้ว แต่ความตั้งใจเดิมยังคงอยู่ บวกกับที่ได้รับคำชวนจากพี่เจ้าของรีสอร์ทหลายครั้งแล้ว เก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทางกันดีกว่าค่ะ

 

 

 

เอาจริงๆ ทริปนี้ลังเลอยู่นาน รวมถึงได้ข่าวมาว่าน้ำท่วม แต่ถ้าไม่ไปก็ไม่ได้ไปเสียที เลยกดจองตั๋วนครชัยแอร์ไปอุดรธานี เดินทางคืนวันพุธ กะว่าไปทันรถรอบเช้าไปวังเวียง เที่ยงๆ คงถึง เพราะจำได้ว่าคราวก่อนที่ตั้งใจจะขับรถไปจากเวียงจันทน์นั้น ใครคนนั้นเขาบอกว่ามันกินเวลาแค่สามชั่วโมงเอง ก่อนเดินทางแวะลาเพื่อนๆ น้องที่ร้านถามว่าพี่แบกตู้เย็นไปด้วยเหรอครับ จริงๆ รอบนี้กระเป๋าเล็กกว่าไปอมก๋อยอีกนะคะ

หนึ่งรูปที่นครชัยแอร์ ถามว่าเดินทางคนเดียว ใครถ่ายรูปให้ ตอบว่าพี่ทหารค่ะ 

มาเช้าที่อุดรธานี เดินออกจากสถานีขนส่งมาหาอะไรรองท้อง ตอนแรกหาหมูปิ้งกินแถวๆ นั้นก่อน ป้ากับลุงคนขายพยายามพูดภาษาอังกฤษด้วย ถามว่าเราแจแปนนิสหรือฟิลิปปินโน่ พอถามแกกลับว่าทำไมคิดว่าไม่ใช่คนไทยล่ะค่ะ แกหัวเราะ แล้วบอกว่าไม่ค่อยเห็นคนไทยสะพายกระเป๋าใหญ่แบบนี้ ยืนกินหมูปิ้งคุยกับป้าไปแต่กระเป๋าหนักมากจริง แล้วก็อยากเข้าห้องน้ำ เลยเดินออกไปใช้บริการที่โรงแรมชื่อศรีตระการ เข้าห้องน้ำ สั่งชา ใช้wifi นั่งรอเวลารถออก

นั่งแป๊บเดียวได้เพื่อนใหม่คนญี่ปุ่น เจอกันที่ล็อบบี้โรงแรมเขากำลังจะเดินทางวีซ่ารันที่เวียงจันทน์ ฮีขอไลน์ไว้ บอกว่ากลับกทม.แล้วคุยกัน @_@ จากนั้นโบกมือลาขึ้นรถคนละคัน ขึ้นรถแล้วก็ได้เจอพี่คนไทยสองคนมาคุยด้วย รถไปจอดที่สถานีขนส่งหนองคายประมาณ 15 นาที เผลออีกแป๊บเดียวเราจะข้ามสะพานมิตรภาพแล้วค่ะ 

รถจะเสียเวลาจอดที่ด่านนานนิดนึง เพราะผู้โดยสารหลายท่านงงๆ กับการกรอกเอกสารค่ะ จากด่านเราก็งีบ ตื่นมาอีกทีพบว่ารถวิ่งผ่านในตัวเมืองเวียงจันทน์ หันซ้ายหันขวา ทำไมมันคุ้นๆ จนเห็นร้านอาหารที่เราเคยไปกับใครคนนั้น T_T ดราม่านิดนึง เลยหลับต่อดีกว่า
วิวระหว่างทาง

ที่คิดไว้ว่าเที่ยงๆ คงถึง เอาเข้าจริงปาไปบ่ายสี่โมง รวมเวลาบนรถ จากกทม.ถึงวังเวียงทั้งหมดกว่า 17  ชั่วโมง นั่งขยุกขยิก ชวนพี่คนไทยสองคนคุยก็แล้ว ฟังเพลงก็แล้ว T_T รู้อย่างนี้บินมาตอนเช้าดีกว่า และแล้วเมื่อมาถึงที่สถานีขนส่งวังเวียงก็จะมีรถมารับไปปล่อยในเมือง ซึ่งไม่ไกลเท่าไหร่ ระยะเดินไหว จากนั้นก็ต่อรถตุ๊กๆ ให้ไปส่งที่ที่พักค่ะ 

พี่คนขับบอกให้เดินต่อไปแล้วข้ามสะพาน อ้าว! หกสิบบาทที่จ่ายไป ไม่พาข้ามหรอกเหรอ ก่อนขึ้นสะพานเห็นรีสอร์ททางขวามือสวยดี ถ่ายรูปต้นไม้หน้ารีสอร์ทเอาไว้ โดยไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้จะมีประเด็นกับเราในภายวันสองวันข้างหน้า

เดินแบกกระเป๋าร่วมสิบกิโล จ่ายค่าข้ามสะพาน เดินเองก็ได้ ชิลล์ๆ

แต่เมื่อตามลายแทงที่พักมา ก็มาเจอภาพนี้

ทั้งที่รู้อยู่ตั้งแต่ก่อนมาว่าน้ำท่วม ก็ไม่คิดว่าจะมิดทางเข้าขนาดนี้ ก็เลยตะโกนบอกให้ชายหนุ่มต่างชาติที่ถอดเสื้อนั่งเล่นอยู่ตรงร้านอาหารทางซ้ายมือของภาพนี้ ช่วยตะโกนเรียกใครก็ได้ในรีสอร์ทให้หน่อยได้ไหม ฮีก็บอกให้เราโดดลงแล้วว่ายไปเลย แล้วก็ขำใส่ เราเลยให้เด็กๆ ที่เล่นน้ำอยู่ไปบอกให้แทน ไม่รู้ได้ความไหม แต่แป็บเดียวก็มีเรือมูซีนมารับค่ะ

รีสอร์ทปิดเนื่องจากน้ำท่วม เราจะต้องไปพักข้างนอก แต่เย็นนี้จะทานอาหารและเทสต์ค็อกเทลกับทุกๆ คนที่รีสอร์ท เป็นการต้อนรับที่อบอุ่นมากค่ะ อุ่นเพราะอาหารอร่อยๆ ค็อกเทลหลายแก้วและเหล้าไหหนึ่งกรึ๊บ!

น้องที่รีสอร์ทจองที่พักให้นอนไปก่อนทางฝั่งเมืองรอน้ำลด ก็ต้องข้ามสะพานกลับไป ไม่มีแรงจะออกไปไหน ก็เลยสลบยันเช้าค่ะ ตื่นแต่เช้าก็ออกไปเดินเล่นชมบรรยากาศซะหน่อย งดงามจนแทบลืมหายใจทีเดียว

พอสายๆ น้องที่รีสอร์ทขี่มอเตอร์ไซค์มารับไปทานอาหารกลางวันและเที่ยวน้ำตกแก่งยุ้ยค่ะ

ขอลงรูปน้องซู คนพาเที่ยวหน่อย น้องน่ารักมากค่ะ ทั้งตำส้มตำให้ทาน คอยหยิบทิชชู่ให้ จูงลงน้ำ ดูแลประหนึ่งเจ้าหญิงเลยทีเดียว ได้แวะไหว้พระและเสี่ยงเซียมซี ได้รู้ว่าคนที่นี่นอกจากดออกไม้ก็ใช้ใบไม้บูชาพระด้วยค่ะ

กลับมาอาบน้ำอาบท่า ตอนเย็นน้องจะพาไปแดนซ์  แต่ก่อนไปเราต้องไปให้ถึงวังเวียงด้วยการทานโรตี น้องซูบอกว่าไม่ทานก็ถือว่ามาไม่ถึง อร่อยดีค่ะ แต่ไม่ได้ใช้กล้วยหอม 

น้องซูพาไปผับคนท้องถิ่น ไกลจากตัวเมืองประมาณสักสองสามกิโลเมตรเห็นจะได้ เข้าซอยมืดและลึกจนแอบกลัว แต่พอไปถึง โอ้โห ใหญ่โตมาก ผับชื่อ Heart Beat หัวค่ำเล่นแต่เพลง Heart Broken โดนใจเหลือเกิน T_T พอสักสี่ทุ่มคนแน่นมากค่ะ สาวๆ เซ็กซี่ก็เยอะ เพลงก็มีดนตรีสดตั้งแต่พุ่มพวง ดวงจันทร์ เพลงสามสิบยังแจ๋ว พี่เบิร์ดคนแพ้ที่ไม่มีน้ำตา ไปยันดีเจเปิดเพลงตื๊ดๆ ประหนึ่งสงกรานต์วันไหลบางแสน 

ไม่รู้ด้วยฤทธิ์เบียร์ลาวหรืออย่างไร คืนนั้นได้ยินคนมาเคาะประตูหน้าห้อง ซึ่งเป็นกระจกทั้งแถบ เคาะๆ ไล่ไปไล่มาทั้งบานประตู เราก็คิดว่าใครคงมาผิดห้อง จากนั้นรู้สึกว่าเตียงเขย่าหมุนๆ ด้วยความเหนื่อยและง่วง ทำได้แค่คิดในใจว่าจะเล่าให้น้องซูฟังตอนเช้าว่าแผ่นดินไหว พอเช้าน้องซูมารับกลับไปนอนที่รีสอร์ท เพราะว่าน้ำลดแล้ว เลยเล่าให้น้องๆ ที่รีสอร์ทฟัง น้องคนนึงบอกว่า พี่ครับ ที่นั่นน่ะมีจริงๆ >o< จนป่านนี้เรายังไม่เชื่อเลยว่านั่นคือผีหลอกจริงๆ ทุกคนก็ขำว่าเราโดนผีหลอกยังคิดว่าแผ่นดินไหวอีก

น้ำลดแล้วจ้าาา

 

มีกับข้าวเป็นปลาสดๆ มาปรุง และประสบการณ์ทานข้าวโดยมีใบไม้แกล้ม

 

น้องซูเสนอว่าจะพาไปบลูลากูน แต่หาเช่ารถปัคกี้วิบากไม่ได้เพราะทัวร์ลง รถเต็ม จักรยานก็เหลือแต่ไซส์XL ขาไม่ถึง เลยไปมอเตอร์ไซค์เหมือนเดิม

อาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดเรียบร้อย เห็นเด็กๆ เดินลงไปริมแม่น้ำก็เลยเดินตามไป เห็นเด็กโตเดินสบาย เจ้าธิตัวเล็กเดินลงไม่ได้ เราก็เลยจะจูงลงไป ที่ไหนได้ ลื่นไถล ดีที่คว้าต้นไม้ไว้ทัน เด็กๆ ขำกันใหญ่ เราสนุกกับกิจกรรมทุ่งแสงตะวันจับไส้เดือนกันค่ะ เราเห็นเด็กๆ สลับกันไปล้างขาริมน้ำ เราก็หัวเราะว่าเออก็เลอะอยู่ดี จะล้างทำไมหลายรอบ จนเด็กคนนึงยกขาให้ดูว่าในโคลนมีแมลงที่กัดจนอักเสบบวมแดง เท่านั้นแหละ เราวิ่งไปล้างขาทุกสามสิบวินาที

ตกค่ำก็ทานอาหารเย็นท่ามกลางวิวแบบนี้ค่ะ

 

ที่รีสอร์ทจู่ๆ อินเตอร์เนตก็ใช้ไม่ได้ เราเลยไปในเมืองหลังจากปิดร้านอาหารที่รีสอร์ทแล้ว เมื่อนั่งลงที่ร้านและใช้wifiได้ ก็ได้รับข้อความจากใครคนนึงว่า อยู่ที่ร้านเจริญใช่ไหม ผมเห็นคุณ เราหันไปเจอใครคนนั้นที่เคยตั้งใจจะมาที่วังเวียงด้วยกัน เขาเดินเข้ามาหา เราได้แต่พูดว่า...โอ้มายก็อด...ซ้ำไปซ้ำมา เขาบอกว่าตั้งใจจะมาเซอร์ไพรส์ เราได้รู้ว่าเมื่อตอนเย็นที่เราเล่นกับเด็กๆ อยู่ริมน้ำนั้น เขาก็ยืนอยู่อีกฝั่งนึงใกล้ๆ แค่นั้นเอง ที่รีสอร์ทซึ่งเราถ่ายรูปต้นไม้เอาไว้ในวันแรกที่มาถึงนั่นเอง

จะดราม่าไปหากเล่ารายละเอียด แต่เราเขียนบันทึกถึงเหตุการณ์นี้เอาไว้ว่า
"เราเดินจูงมือกันในเมืองเงียบๆ กลางหุบเขา แว่วเสียงแม่น้ำซองยามน้ำหลากฤดูฝน ท่ามกลางสายฝนพรำและแสงไฟ มีอณูนับล้านของความรู้สึกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย ไม่ว่าจะเพราะความบังเอิญจากเบื้องบน หรือเพราะศรัทธาแห่งหัวใจ ไม่ว่าจะเพราะเหตุใดก็ตาม"

ความสุขเล็กๆ น้อยๆ นี้ ก็เหมือนการเดินทางนั่นแหละ ที่มันต้องมีวันจบลง 

วันรุ่งขึ้นเราบอกลาน้องๆ ที่รีสอร์ท สำหรับเราวังเวียงจะต้องมีภาคสองอย่างแน่นอน เราเขียนบันทึกถึงวังเวียงเอาไว้ว่า 
"คนวังเวียงนี่น่ารัก เราพูดอะไรตลกนิดหน่อยก็ขำกันใหญ่โต เราโชว์เดินลื่น เอะอะกรี๊ด เอะอะสะดุด เอะอะสไลด์ลงเนิน ให้ตลกกันทุกวันด้วย ทริปนี้ดี อิ่มใจ และมีอะไรอยากเล่ามากมาย มาคนเดียว แต่มีคนพาเที่ยว มีคนดูแลตลอด มีแก๊งเด็กๆ ไปจับไส้เดือนกัน เป็นมิตรภาพตามรายทางที่สวยงามอย่างยิ่ง ที่พิเศษคือเรื่องเซอไพรส์จากใครคนนึง คนที่ไม่คาดคิดว่าเราจะได้เจอกัน เวลาสั้นๆ ที่ได้พบกันนั้น คือหนึ่งในความทรงจำที่เราจะหวงแหนมันไว้ตลอดไป วังเวียงจะงดงามเสมอในใจของเรา" 

เคยอ่านเจอประโยคนึงที่บอกว่า
"การเดินทางไกลจะทำให้เราเข้าใกล้หัวใจตัวเองมากขึ้น"

เราได้เข้าใกล้หัวใจของเราแล้วที่วังเวียง <3

 

Please reload

Please reload

Please reload

ALL CONTENT IS © MAESABAI  

ALL RIGHTS RESERVED.

RSS Feed
  • Twitter - Black Circle
  • YouTube - Black Circle
  • b-facebook
  • Instagram Black Round